วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

‘อนุชา’ หนุน 3 ข้อเสนอสมัชชาจังหวัด‘จัดการภัยน้ำ-บุหรี่ไฟฟ้า-ขนส่งสาธารณะ’ดันสู่ยุทธศาสตร์ จ.นครปฐม

รมช.อนุชา ร่วมเปิดเวที “สมัชชาสุขภาพจังหวัดนครปฐม” ระดมภาคีเครือข่ายเข้าหารือ-แลกเปลี่ยน พัฒนานโยบายสาธารณะ 3 ประเด็น “จัดการความเสี่ยงอุทกภัย–ป้องกันเด็กนักเรียนจากบุหรี่ไฟฟ้า–ออกแบบบริการขนส่งสาธารณะในเมือง” ก่อนสังเคราะห์เป็นข้อเสนอยื่นเข้าสู่วาระยุทธศาสตร์จังหวัดต่อไป

นายอนุชา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และรองประธานกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ร่วมเปิดการประชุมสมัชชาสุขภาพจังหวัดนครปฐม ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)สภาองค์กรของผู้บริโภค และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม โดยเวทีสมัชชาสุขภาพจังหวัดนครปฐม ได้มีการหารือแลกเปลี่ยนใน 3 ประเด็น ประกอบด้วย 1.จัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ(อุทกภัย)ระดับชุมชน2.บุหรี่ไฟฟ้า…ภัยเงียบในชั้นเรียน 3.การบริการขนส่งสาธารณะในเมืองนครปฐม ก่อนที่จะสังเคราะห์ออกมาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อส่งมอบเข้าสู่วาระยุทธศาสตร์จังหวัดต่อไป

นายอนุชา เปิดเผยว่า ในฐานะคนนครปฐม ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสมัชชาสุขภาพจังหวัดที่ทำให้กับชาวนครปฐม ผ่านกระบวนการระดมความคิดเห็นของทุกภาคส่วน ที่เป็นความรู้สึกจริงจากภาคประชาชนหรือภาคเอกชนโดยตรง ซึ่งรวบรวมสภาพปัญหาและบริบทต่างๆ เพื่อทำให้เกิดข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมส่งให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดได้นำไปปฏิบัติหรือขับเคลื่อนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนในบทบาทของ รมช.สธ. ก็จะขอทำหน้าที่อย่างดีที่สุดในการร่วมขับเคลื่อนงานต่างๆ

นายอนุชา กล่าวว่า สำหรับวาระทั้ง 3 ประเด็นที่มีการพูดคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภัยพิบัติ ตนมองว่านอกจากปัญหาเรื่องของน้ำท่วมน้ำแล้งแล้ว สิ่งที่ยังพบบ่อยคือน้ำเสีย ที่ส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต จึงเป็นสิ่งที่ต้องหาวิธีแก้ไขให้เข้มงวดมากขึ้น ส่วนเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้า ก็เป็นปัญหาสำคัญที่ทุกคนต้องช่วยกันปกป้องเด็กและเยาวชน โดยในฐานะที่ตนเป็นผู้มีประสบการณ์ตรง มองว่าปัจจัยการเลิกบุหรี่ได้นั้นอยู่ที่ปณิธานและความมั่นใจในตัวเอง ขณะที่เรื่องของบริการขนส่งสาธารณะ ในระหว่างที่ยังต้องรอ เราอาจมาหาแนวทางในการรณรงค์ เช่น ทางเดียวกันติดรถไปด้วยกัน เพื่อลดปริมาณการใช้รถยนต์ลงไปได้ด้วยเช่นกัน

รมช.สธ. กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งปัญหาสำคัญด้านสุขภาพของประเทศ คือเรื่องของโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่นอกจากจะเป็นการทำร้ายตนเองแล้วยังเป็นการทำร้ายประเทศชาติ ด้วยโรคที่เราสร้างขึ้นมาจากพฤติกรรมของตนเอง จึงจำเป็นที่จะต้องหาแนวทางในการรณรงค์เพื่อแก้ไขพฤติกรรม ซึ่งในส่วนของผู้สูงอายุอาจเป็นการยาก เพราะเข้าสู่ระยะที่ต้องมารักษาแล้ว ดังนั้นหากเราตั้งเป้าไม่อยากให้มีผู้ป่วย NCDs เพิ่ม ก็จะต้องไปแก้พฤติกรรมตั้งแต่เด็กวัยเรียน เช่น การให้เด็กคุ้นเคยกับอาหารที่รสชาติจืดลง ซึ่งก็ต้องอาศัยความร่วมมือของทางโรงเรียน ผู้ปกครอง ฯลฯ แต่หากช่วยกันสำเร็จได้ก็จะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของประเทศไปได้มาก

ขณะที่ น.ส.ชุติมา น้อยนารถ สมัชชาสุขภาพจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า แม้สถานการณ์อุทกภัยในภาพรวมของ จ.นครปฐม อาจไม่ค่อยได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันรุนแรง แต่ในพื้นที่กลับเจอลักษณะน้ำท่วมเป็นประจำ (routine) และภาวะที่เจอหนักมากขึ้นคือฝนที่ตกกระหน่ำแบบฉับพลัน (Rain Bomb) ซึ่งระบบการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะในเขตเมืองกลับไม่รองรับ ขณะเดียวกันเรื่องของอุทกภัยเองก็เคยถูกเสนอเป็นนโยบายมาแล้วหลายครั้งในเวทีสมัชชาสุขภาพจังหวัด แต่ครั้งนี้มีความตั้งใจที่จะย้อนกลับไปดูว่าเมื่อเป็นนโยบายแล้ว มีกลไกอะไรที่ยังติดขัด หรือต้องปลดล็อกอีกบ้างเพื่อให้สามารถเกิดการแก้ไขปัญหาได้จริง จึงเป็นที่มาของประเด็น “จัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ (อุทกภัย) ระดับชุมชน”

น.ส.ชุติมา กล่าวว่า แนวทางข้อเสนอครั้งนี้ โดยหลักแล้วจะมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือการผลักดันวาระ ‘ประตูระบายน้ำ’ ของ จ.นครปฐม ที่ยังประสบปัญหาการหาเจ้าภาพในการบริหารจัดการ ทำให้เกิดความลักลั่นการดูแลระหว่างขององค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)กับชลประทาน จึงต้องการให้เกิดกลไกมาร่วมกันแก้ไขปัญหา เพราะหากบริหารประตูระบายน้ำได้ดี พบว่าจะมีส่วนช่วยลดปัญหาวิกฤตของน้ำได้ถึง 50-60% ขณะที่อีกส่วนคือการให้อำเภอเป็น ‘เซนเตอร์’ ของการบริหารจัดการภัยพิบัติในยามวิกฤต เพราะพบว่าจะมีศักยภาพในการจัดการกับภาวะวิกฤตได้มากกว่า อบต.

นางจริยาพันธ์ รุจิรัชกุล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม (สสจ.นครปฐม) กล่าวว่า จากการสำรวจสถานศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นประถมจนถึงมัธยม ประมาณเกือบ 300 แห่งใน จ.นครปฐม พบว่ามีเด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึง 13.5% แล้วยังพบว่าอายุน้อยที่สุดคือ 8 ขวบ จึงถือเป็นสถานการณ์ของจังหวัดที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ซึ่งประเด็นของบุหรี่ไฟฟ้าเองก็ถูกยกให้เป็นปัญหาสำคัญอันดับ 1 ที่ประชาชนต้องการให้ทางจังหวัดแก้ไขอีกด้วย จากการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนเพื่อสอบถามว่ามีปัญหาอะไรที่ต้องการให้แก้ไขอยู่บ้าง ภายหลังจากที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่

นางจริยาพันธ์ กล่าวว่า จากนโยบายต่างๆ ที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมดำเนินการปกป้องเด็กและเยาวชนในการสูบบุหรี่ไฟฟ้า พบว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะต้องก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมา อปท. เองก็มีตัวชี้วัด Local Performance Assessment (LPA) ที่ประเมินผลในการควบคุมยาสูบอยู่แล้ว หากแต่ตัวชี้วัดด้านนี้กลับมีสัดส่วนคะแนนไม่มาก จึงทำให้ อปท. ส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ทำ ดังนั้นข้อเสนอหนึ่งในประเด็น“บุหรี่ไฟฟ้า…ภัยเงียบในชั้นเรียน”จึงต้องการให้ทางจังหวัดกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจน โดยอาจยืนยันว่า LPA นี้จำเป็นต้องทำ เพื่อให้ อปท. ดำเนินการในเรื่องนี้

นายกิตติพัฒน์ ปราการรัตน์ ตัวแทนกลุ่มเจดีย์ กล่าวว่า การขาดระบบขนส่งสาธารณะ ทำให้คนที่อยู่ในเมืองไม่เพียงประสบปัญหาการจราจรติดขัดเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อการใช้ชีวิตที่ส่งผลไปถึงสุขภาพได้ ซึ่งทุกวันนี้การมุ่งไปใช้รถส่วนตัว ก็ส่งผลให้ครอบครัวต้องก่อหนี้ที่ไม่จำเป็นจากการซื้อรถให้นักเรียนนักศึกษาใช้เดินทางไปเรียน ในขณะที่การมีขนส่งสาธารณะจะมีส่วนช่วยให้สุขภาพคนดีขึ้นได้ เพราะมีการเดินเพิ่มขึ้น รวมถึงทำให้สภาพแวดล้อมเกิดมลพิษน้อยลง และเมื่อคนใช้ระยะเวลาบนท้องถนนน้อยลง ก็มีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น ทั้งยังเป็นการสร้างความเท่าเทียมในสังคมมากขึ้น จึงเป็นที่มาของประเด็น “การบริการขนส่งสาธารณะในเมืองนครปฐม”

นายกิตติพัฒน์ กล่าวว่า ความจริงแล้วกระบวนการพัฒนานโยบายเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่และยังต้องทำกันในอีกหลายครั้ง แต่เมื่อเวทีสมัชชาสุขภาพจังหวัดมองเห็นว่าเป็นนโยบายสำคัญที่ต้องผลักดัน จึงได้นำเอากระบวนการคิดเข้ามาร่วมกันค้นหารูปแบบของรถสาธารณะที่จะเกิดขึ้นได้ โดยข้อเสนอสำคัญที่สื่อสารไปถึงจังหวัด คือการอยากให้จังหวัดรับบทบาทเป็นเจ้าภาพหลักของการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ซึ่งจะมีส่วนผลักดันให้ อปท. พื้นที่ต่างๆ ยินดีที่จะเข้ามาร่วมกันทำให้เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

ในส่วนของ นายปรีชา ดิลกพรเมธี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอในทุกประเด็น โดยในหลายข้อเสนอของสมัชชาสุขภาพจังหวัดนครปฐม ส่วนหนึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีการดำเนินการกันอยู่แล้ว แต่ก็อาจมีบางประเด็นน่าสนใจที่ถูกเพิ่มเข้ามา ซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้รับมอบจากภาคีเครือข่ายมาในวันนี้ หากส่วนไหนมีการดำเนินการอยู่แล้วก็จะขอนำไปหนุนเสริม ส่วนไหนเป็นความคิดเห็นเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ ก็จะขอนำไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อ

ด้าน รศ. ดร.เกศินี ประทุมสุวรรณ กรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สมัชชาสุขภาพจังหวัดนครปฐม ถือเป็นเครือข่ายการทำงานร่วมกันขององค์กรภาคีหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาในพื้นที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการเชิญหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภาคีภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม มาร่วมกันพัฒนานโยบายสาธารณะ และขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน

รศ. ดร.เกศินี กล่าวว่า หลายนโยบายที่เกิดขึ้นก็เป็นการเดินหน้าที่ต่อเนื่องมาจากมติระดับชาติ ซึ่งมีความเชื่อมโยงมาถึงระดับพื้นที่ เช่น มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง การจัดการภัยพิบัติธรรมชาติโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง หรือมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น การปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า โดยการขับเคลื่อนมติเหล่านี้มีบทบาทของ อปท. เป็นส่วนสำคัญ และกระบวนการของสมัชชาสุขภาพจังหวัดจะมาพูดคุยกันจากประสบการณ์จริงจากแต่ละส่วน ว่ามีข้ออ่อน ข้อจำกัด หรือเงื่อนไขอะไรที่ยังดำเนินการไม่ได้ เพื่อแปลงเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ทุกภาคส่วนจะมาช่วยกันขับเคลื่อน

“ส่วนนโยบายระดับชาติของปีนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาร่วมกันของหลายภาคส่วน ทางภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ จะมีการไปพบกันเพื่อร่วมกันพิจารณาและรับรองในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2568 ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี” กรรมการสุขภาพแห่งชาติ ระบุ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: กลุ่มงานสื่อสารสังคม สช.  โทร. 02-8329141

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

บริษัทโลตัสฮอลฯ จัดกิจกรรมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศลและเพื่อสำรองโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยชายแดน

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 บริษัทโลตัสฮอล วิศวกรรมเหมืองแร่และก่อสร้าง จำกัด ผู้ดำเนินกิจการเหมืองแร่ทองคำชาตรีในพื้นที่จังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์ จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต "Blood For King" ณ ห้องประชุมสำนักงานสาขาพิจิตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 และเพื่อสำรองโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่กำลังประสบสถานการณ์ความไม่สงบ

นายธนิต ภูมิถาวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานในพิธี ดร.ณัจพันธ์ วิญญาวงค์ กรรมการผู้อำนวยการบริษัทฯ กล่าวถึงวัตถุประสงค์หลักของกิจกรรม ได้แก่ การเฉลิมพระเกียรติ การช่วยเหลือผู้ป่วย การสนับสนุนกิจกรรม CSR และการสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานในด้านจิตสำนึกต่อสังคม

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ เหล่ากาชาดจังหวัดพิจิตร ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 8 จังหวัดนครสวรรค์ หน่วยงานสาธารณสุข โรงพยาบาลทับคล้อ และบริษัทในเครือเหมืองแร่ รวมถึงประชาชนในพื้นที่ มีผู้ร่วมบริจาคโลหิตรวมทั้งสิ้น 114 ราย คิดเป็นปริมาณโลหิต 38,250 ซีซี พร้อมทั้งมีผู้บริจาคอวัยวะจำนวน 2ราย สะท้อนถึงพลังแห่งการให้ที่ยิ่งใหญ่ของประชาชนในการร่วมบำเพ็ญกุศลและตอบแทนแผ่นดินในยามวิกฤต

ยุทธ ศรีทองสุข / เดชา มลามาตย์ รายงาน


วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

จังหวัดเพชรบูรณ์จัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอวังโป่ง จัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ณ ที่ว่าการอำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีนายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานเปิดงาน และนายวรรณลภย์ ทองบุดดี เกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นผู้กล่าวรายงาน

ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบูรณ์ หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอำเภอวังโป่ง นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพี่น้องเกษตรกร

การจัดงานในครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการลงพื้นที่ให้บริการเชิงรุกแก่เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล โดยมีบริการคลินิกเกษตรด้านต่าง ๆ ได้แก่ การวิเคราะห์ดิน การวินิจฉัยโรคพืช โรคสัตว์ และโรคสัตว์น้ำ การให้วัคซีนป้องกันโรคสัตว์ รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตร

ภายในงานมีกิจกรรมลงนามถวายพระพร พิธีถวายพระพรชัยมงคล นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ กิจกรรมเสวนาด้านการเกษตร การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการตามแนวทางโรงเรียนเกษตรกรในพระราชดำริ การให้บริการจากศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช และการจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมงานและรับบริการกว่า 300 คน

ยุทธ ศรีทองสุข / เดชา มลามาตย์ รายงาน

กกต.เพชรบูรณ์ จัดอบรม “พรรคการเมืองคุณภาพ” เสริมความรู้ประชาธิปไตยแก่สมาชิกพรรคและประชาชน

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ จัดโครงการอบรมหลักสูตร “พรรคการเมืองคุณภาพ” ในวันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมบูรพา โฮเต็ล อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ โดยมีนายสุวิทย์ ศรีวงษา ผู้ตรวจการเขตตรวจการที่ 10 เป็นประธานเปิดงาน และมีผู้เข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 110 คน

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กรรมการสาขาพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด สมาชิกพรรคการเมือง และประชาชนทั่วไป โดยมุ่งหวังให้สามารถถ่ายทอดความรู้ในระดับพื้นที่ได้ตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

นางสาวพูนศรี สุขเสวก ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวรายงานว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมและพัฒนาพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งกำหนดให้พรรคการเมืองต้องมีกิจกรรมส่งเสริมความรู้แก่สมาชิกและประชาชน และถือเป็นภารกิจสำคัญในการสนับสนุนให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่มั่นคงของประชาชน ทั้งนี้โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง เพื่อสร้างพรรคการเมืองที่มีคุณภาพ เป็นกลไกในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย และขับเคลื่อนประเทศอย่างมีธรรมาภิบาล.

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

อำเภอน้ำหนาวประชุมเตรียมจัดงานเทศกาลทุเรียนประจำปี 2568 กระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว

วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 นายสุรฉัตร ศรีลับซ้าย เกษตรอำเภอน้ำหนาว พร้อมด้วยนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมการประชุมเตรียมการจัดงานเทศกาลทุเรียนอำเภอน้ำหนาวประจำปี 2568 เพื่อวางแผนและเตรียมความพร้อมในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงานเทศกาลฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตรของท้องถิ่น โดยเฉพาะทุเรียนที่เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของพื้นที่ ทุเรียนหมอนทองน้ำหนาว เนื้อนุ่มละเอียด กลิ่นหอมละมุน ไม่ฉุน


ประโยชน์ของทุเรียน

1.กระตุ้นการขับถ่ายเนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยใยอาหารสูง ซึ่งจะมีเส้นใยอาหารอยู่ประมาณ 3-5% แล้วแต่สายพันธุ์ การกินทุเรียนจึงช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ดี แต่ไม่แนะนำให้กินทุเรียนเพื่อหวังกระตุ้นการขับถ่าย เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับทั้งคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และไขมันสูงไปด้วย

2.แก้อาการท้องร่วง สำหรับวิธีการแก้อาการท้องร่วงด้วยทุเรียน ตามตำรับยาไทยจะใช้รากทุเรียนเพื่อแก้อาการท้องร่วง รวมทั้งแก้ไข้ให้อาการดีขึ้น

3.บำรุงสายตา ทุเรียนมีเบต้าแคโรทีน โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์ชะนีไข่และพวงมณี จะให้เบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งสารอาหารชนิดนี้มีส่วนช่วยบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก และช่วยชะลอการเสื่อมของกระจกตาในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเนื้อทุเรียนที่มีสีเหลืองเข้มก็จะยิ่งพบสารอาหารชนิดนี้มากตามไปด้วย

4.บำรุงสมอง ในทุเรียนอุดมไปด้วยโฟเลต เป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคหลงลืมและโรคอัลไซเมอร์ได้

5.บำรุงผิวพรรณ ทุเรียนสายพันธุ์หมอนทองและก้านยาวมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระอยู่ 2 ชนิด คือ อนุมูอิสระไฮดรอกซิลและไนตริกออกไซด์ ซึ่งอนุมูลอิสระทั้งสองชนิดนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวหน้าแก่ก่อนวัย

6.ต้านเชื้อแบคทีเรีย สารโพลีแซคคาไรด์ เจล ที่ได้จากเปลือกทุเรียน มีฤทธิ์ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียหลากหลายชนิด ซึ่งการทดลองที่นำเอาสารดังกล่าวมาพัฒนาเป็นแผ่นฟิล์มปิดแผลจะพบว่า ช่วยสมานแผลและลดการอักเสบของแผลได้เป็นอย่างดี

7.สมานแผล เปลือกทุเรียนมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยรักษากลาก เกลื้อน ช่วยสมานแผล แก้น้ำเหลืองเสีย รักษาแผลพุพอง ตานซาง และแก้ฝีให้อาการดีขึ้น

8.แก้โรคผิวหนัง โรคผิวหนังสามารถรักษาได้ด้วยเนื้อทุเรียน ซึ่งตามตำรับยาไทยพบสรรพคุณจากเนื้อทุเรียนว่าสามารถแก้โรคผิวหนัง ทำให้ฝีแห้งเร็ว

9.ขับพยาธิ ในเนื้อทุเรียนมีกำมะถันที่ให้ความร้อนแก่ร่างกาย พร้อมทั้งช่วยบำรุงกำลัง และช่วยขับพยาธิไส้เดือนได้ ที่สำคัญใบทุเรียนก็ยังสามารถนำมาใช้เพื่อขับพยาธิและแก้ดีซ่านได้อีกด้วย
จะเห็นได้ว่าประโยชน์ที่ได้จากทุเรียนนั้นมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก หากกินทุเรียนในปริมาณที่เหมาะสม ก็ย่อมส่งผลดีต่อร่างกายได้อย่างมากมายเช่นกัน

โดยทุเรียนน้ำหนาวจะเริ่มสุกและตัดได้ตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ของทุกปี อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวและสนับสนุนเศรษฐกิจในระดับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม รูปแบบการจัดกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจำหน่ายผลผลิตทุเรียนจากเกษตรกรในพื้นที่ การออกร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรหลากหลายชนิด รวมถึงการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP จากกลุ่มชุมชนต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอน้ำหนาว โดยงานเทศกาลทุเรียนอำเภอน้ำหนาวประจำปี 2568 จะจัดในวันที่ 12 ถึง 14 กันยายน 2568 ณ ลานที่ว่าการอำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ในการนี้ นายวัชรชัย มาชัยภูมิ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง เป็นประธานในการประชุม


สำนักงานเกษตรอำเภอน้ำหนาว ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์การขึ้นทะเบียนและรับขึ้นทะเบียนเกษตรกร พืชฤดูฝนปี 2568

วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 สำนักงานเกษตรอำเภอน้ำหนาว โดยนายนิรันดร์ เสืออ่อน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฎิบัติการ ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์การขึ้นทะเบียนและรับขึ้นทะเบียนเกษตรกร พืชฤดูฝนปี 2568 ให้กับ เกษตรกรที่ทำการเกษตรในพื้นที่ หมู่ที่ 9 และ หมู่ที่ 11 ตำบลวังกวาง อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 40 ครัวเรือน

ในปี 2568 ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 – ประมาณกลางเดือนตุลาคม 2568 (กรมอุตุนิยมวิทยา) กรมส่งเสริมเกษตรกร ห่วงใยเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ จึงได้กำหนดแนวทางจัดการน้ำท่วมเพื่อความพร้อมรับมือป้องกันฟื้นฟูพื้นที่เกษตรที่ประสบภัยพิบัติ โดยขับเคลื่อนให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรทุกพื้นที่เดินหน้าตามแนวทางจัดการน้ำท่วมภาคเกษตรไทย 4 ระยะ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติ ประกอบด้วย 1.ระยะลดผลกระทบ (Mitigation) ป้องกันความเสียหายล่วงหน้าก่อนเกิดภัย โดยวางผังแปลงเพาะปลูกใหม่ให้มีร่องระบายน้ำ และสร้างคันดินหรือประตูน้ำ รวมทั้งเลือกพันธุ์พืชและช่วงเวลาฤดูเพาะปลูกให้เหมาะสม 2.ระยะเตรียมพร้อม (Preparedness) เตรียมตัวก่อนภัยมาถึง โดยหมั่นติดตามพยากรณ์อากาศและช่องทางแจ้งเตือนภัยพิบัติ เช่น หอกระจายข่าว ไลน์และเฟซบุ๊กจากหน่วยงานภาครัฐ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และเตรียมแผนอพยพหรือเก็บเกี่ยวพืชกรณีฉุกเฉิน 3. ระยะตอบสนอง (Response) บรรเทาผลกระทบในระยะวิกฤต เพื่อรักษาชีวิตพืชในแปลงปลูก โดยเร่งระบายน้ำออกทันทีเมื่อระดับน้ำภายนอกลด และเติมอากาศให้รากพืช อาจใช้สารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มาป้องกันโรครากเน่า เป็นต้น และ 4.ระยะฟื้นฟู (Recovery) เพื่อให้เกษตรกรกลับมาผลิตได้รวดเร็ว และมีรายได้หมุนเวียนทันทีหลังน้ำลด โดยปรับสภาพฟื้นฟูดิน พลิกตากหน้าดิน และเติมปุ๋ย พร้อมสนับสนุนการปลูกพืชอายุสั้นที่สามารถจำหน่ายผลผลิตหมุนเวียนสร้างรายได้ชั่วคราวหลังประสบภัยพิบัติ


อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานี้ เป็นฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปี เมื่อทำการเพาะปลูกข้าว พืชไร่ พืชผักหรือพืชอายุสั้นแล้ว เกษตรกรควรขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนภายใน 15 วันหลังเพาะปลูก และไม่เกิน 60 วันก่อนเก็บเกี่ยว สำหรับไม้ผล ไม้ยืนต้น (พืชอายุยาว) เกษตรกรควรแจ้งขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรหลังปลูกแล้วไม่น้อยกว่า 30 วัน หรือที่ยังยืนต้นอยู่ และสามารถเลือกเข้ารับบริการผ่านช่องทางการบริการของรัฐ ได้ 3 ช่องทาง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้แก่ 1.แจ้งข้อมูลด้วยตนเองที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก หรือจุดให้บริการที่เจ้าหน้าที่ประกาศไว้ 2.ผ่านเว็บไซต์ http://efarmer.doae.go.th (e-Form) ด้วยตนเอง 3.ผ่านแอปพลิเคชัน FARMBOOK (เฉพาะเกษตรกรรายเดิม แปลงเดิม) เพื่อรักษาสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐกรณีได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ




วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ศรัทธาไม่เสื่อมคลาย เพชรบูรณ์เตรียมจัดประเพณีอุ้มพระดำน้ำ 2568 สืบสานตำนานศักดิ์สิทธิ์พระคู่บ้านคู่เมือง

วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ที่วัดไตรภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วย ดร.เสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ และ ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมแถลงข่าวการจัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2568 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วมรับฟังอย่างคับคั่ง

ไฮไลต์สำคัญของการแถลงข่าวครั้งนี้ คือ พิธีเสี่ยงทาย "โขนหัวเรือ" สำหรับอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาไปยังท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมารเพื่อประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นผู้เสี่ยงทาย ซึ่งในปีนี้ผลการเสี่ยงทายปรากฏว่า "กุญชรวารี" เป็นรูปสัตว์ผสมระหว่างช้างและปลา ได้รับเลือกให้เป็นโขนหัวเรือ

สำหรับงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2568 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 26 กันยายน 2568 โดยมีกิจกรรมเด่นที่สำคัญ ดังนี้

  • วันที่ 20 กันยายน 2568 เวลา 18.00 น. พิธีรำถวายองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ณ พุทธอุทยานเพชบุระ โดยมีผู้รำถวายรวม 2,568 คน

  • วันที่ 21 กันยายน 2568 เวลา 09.09 น. พิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดไตรภูมิเวลา 18.00 น. พิธีอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาแห่รอบเมืองเพชรบูรณ์ โดยมีจุดจัดแสดงหลัก 2 จุด คือ บริเวณหน้าวัดมหาธาตุ พระอารามหลวง และหน้าสวนสาธารณะเพชบุระ

  • วันที่ 22 กันยายน 2568 (แรม 15 ค่ำ เดือน 10) เวลา 10.09 น. พิธีอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาแห่ทางน้ำจากท่าน้ำวัดไตรภูมิ ไปประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ณ ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร

  • วันที่ 23–24 กันยายน 2568 การแข่งขันพายเรือทวนน้ำ หนึ่งเดียวในโลก ประเภทเรือสั้นและเรือยาว ณ ท่าน้ำวัดไตรภูมิ

  • วันที่ 23–26 กันยายน 2568 เวลา 20.00 น. การแสดงแสง-เสียง "ตำนานอุ้มพระดำน้ำ" ณ เวทีกลาง บริเวณหน้าห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี

  • ตลอดช่วงวันที่ 17–26 กันยายน 2568 มีการจัดงานมหกรรมอาหารสะอาดรสชาติอร่อย คาราวานสินค้า ฟรีคอนเสิร์ต ณ บริเวณโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย

ทั้งนี้ จังหวัดเพชรบูรณ์ให้ความสำคัญกับ วัดไตรภูมิ ในฐานะจุดเริ่มต้นของประเพณีอุ้มพระดำน้ำ และเป็นวัดประดิษฐาน "องค์พระพุทธมหาธรรมราชา" พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวเพชรบูรณ์ โดยในปีนี้มีการอัญเชิญองค์พระออกให้ประชาชนนมัสการและปิดทองอย่างใกล้ชิด พร้อมเพิ่มกิจกรรมทางวิชาการสำหรับเด็กและเยาวชน ตลอดจนจำหน่ายสินค้า OTOP และมหรสพพื้นบ้านทุกค่ำคืน

สำหรับคณะผู้ร่วมประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ปี 2568 ประกอบด้วย

  • เจ้าเมือง : นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์

  • ฝ่ายเวียง : พลตรีฐาวิรัตน์ ยังน้อย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36

  • ฝ่ายวัง : นายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์

  • ฝ่ายคลัง : ว่าที่ ร.ต.เสกสรร ปานถม ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเมืองเพชรบูรณ์

  • ฝ่ายนา : ร.ต.ต.สุขสัณห์ ภิชัย นายกสมาคมเครือข่ายนักสื่อสารชุมชน

  • เทวดา : นายวัฒโนทัย นาชัยเวียง ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 และนายยุพราช เขียวประดิษฐ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเพชรบูรณ์

  • ผู้ลั่นฆ้อง : นายทองจันทร์ ประทุมโฉม ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์

  • ผู้อ่านคำเสี่ยงทาย : นายธีระชัย มังกรทอง ประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบูรณ์

  • ผู้อ่านคำอธิษฐาน :นายไชยยงค์ ไชยปัน ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเพชรบูรณ์

งานประเพณีอุ้มพระดำน้ำถือเป็นประเพณีเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ ที่สะท้อนความศรัทธาอันลึกซึ้งของชาวเพชรบูรณ์ต่อองค์พระพุทธมหาธรรมราชา พร้อมสืบทอดภูมิปัญญา วัฒนธรรม และความร่วมมือของทุกภาคส่วนในจังหวัดอย่างงดงามทุกปี.

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

เขาค้อเชิญเที่ยวงาน “เทศกาลอะโวคาโดเขาค้อ 2568” หนุนท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนพื้นที่สูง

อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ กำหนดจัดงาน “เทศกาลอะโวคาโดเขาค้อ” ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 25–27 กรกฎาคม 2568 ณ จุดชมวิวหน้าสำนักงานเกษตรอำเภอเขาค้อ เพื่อส่งเสริมการผลิตไม้ผลเมืองหนาวคุณภาพสูง โดยเฉพาะ “อะโวคาโด” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในพื้นที่สูงของอำเภอเขาค้อ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างยั่งยืน

นางสาวศุภลักษณ์ นาสูงชน เกษตรอำเภอเขาค้อ เปิดเผยว่า อะโวคาโดเป็นพืชเมืองหนาวที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของเขาค้อ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 500 ถึง 1,400 เมตร อากาศเย็นตลอดทั้งปี และมีความต้องการสูงในตลาดทั้งในและต่างประเทศ อำเภอเขาค้อจึงผลักดันให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูก พร้อมยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน และสร้างอัตลักษณ์ของพื้นที่ผ่านการพัฒนา“สายพันธุ์เพชรเขาค้อ 1072” ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร

การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นปีที่ 7 โดยเริ่มจัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งที่ว่าการอำเภอเขาค้อ สำนักงานเกษตรอำเภอ องค์การบริหารส่วนตำบลเขาค้อและตำบลหนองแม่นา ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชน พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรนำผลผลิตสด สินค้าแปรรูป และผลิตภัณฑ์ OTOP มาจำหน่ายให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวโดยตรง

ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลากหลาย อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการปลูกและแปรรูปอะโวคาโด การออกร้านจำหน่ายผลผลิตสดและสินค้าแปรรูปจากอะโวคาโด การสาธิตเมนูสุขภาพจากอะโวคาโด การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงดนตรีจากศิลปินท้องถิ่น และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่

ทั้งนี้ อำเภอเขาค้อขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้สนใจร่วมเที่ยวชมงาน “เทศกาลอะโวคาโดเขาค้อ 2568” ระหว่างวันที่ 25–27 กรกฎาคม 2568 ณ จุดชมวิวหน้าสำนักงานเกษตรอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อสัมผัสเสน่ห์ของผลไม้เมืองหนาวบนพื้นที่สูง สนับสนุนสินค้าเกษตรจากชุมชน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นสู่ความยั่งยืน

วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

บุกตลาดเพชรบูรณ์! “YADEA by ศิระมอเตอร์” เปิดโชว์รูมใหม่พร้อมโปรแรง ออกรถเพียง 499 บาท

วันที่ 19 กรกฎาคม 2568 ดร.เสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโชว์รูม “YADEA by ศิระมอเตอร์” อย่างเป็นทางการ บนถนนสายสระบุรี–หล่มสัก ใกล้สำนักงานยาสูบเพชรบูรณ์ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักจากผู้ร่วมงาน ประชาชน และสื่อมวลชนที่ให้ความสนใจเข้าร่วมชมและทดลองขับจักรยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่น

การเปิดตัวโชว์รูมแห่งใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้พาหนะพลังงานสะอาดในท้องถิ่น สนับสนุนแนวนโยบายรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนของเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะการลดปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละออง PM2.5

YADEA แบรนด์จักรยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำระดับโลก มียอดขายอันดับ 1 ติดต่อกันถึง 8 ปี นำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงด้วยเทคโนโลยีทันสมัย อาทิ แบตเตอรี่กาฟีล (Graphene) ที่มีอายุการใช้งาน 3–5 ปี วิ่งได้ไกลสูงสุด 100 กิโลเมตรต่อการชาร์จ พร้อมความเร็วสูงสุด 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถลุยน้ำท่วมลึกถึง 50 เซนติเมตร ในอัตราค่าไฟเฉลี่ยเพียง 8 บาทต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

ภายในโชว์รูมมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ราคาเริ่มต้นเพียง 39,000 บาท และเพื่อฉลองการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ YADEA เพชรบูรณ์ ยังจัดโปรโมชั่นพิเศษ ออกรถเพียง 499 บาท พร้อมรับสิทธิ์ บริการหลังการขายฟรีค่าแรง และ รับประกันนาน 2 ปีเต็ม

ผู้สนใจสามารถเข้าชมและทดลองขับได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูม “YADEA by ศิระมอเตอร์” ถนนสระบุรี–หล่มสัก ใกล้สำนักงานยาสูบเพชรบูรณ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้าโชว์รูมหรือทางช่องทางออนไลน์ของบริษัท

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ประชุมรับฟังความคิดเห็นทางเลือกพัฒนา "โครงการทางเลี่ยงเมืองทับปุด" ครอบคลุมพื้นที่พังงาและกระบี่

วันที่ 18 กรกฎาคม 2568สำนักสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง จัดการประชุมกลุ่มย่อย (ครั้งที่ 1) เพื่อเสนอแนวคิดในการกำหนดรูปแบบทางเลือกการพัฒนาโครงการเบื้องต้น ภายใต้โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบทางหลวงแนวใหม่ "ทางเลี่ยงเมืองทับปุด" โดยแบ่งการประชุมออกเป็น 2 กลุ่มหลักในพื้นที่จังหวัดกระบี่และพังงา ดังนี้

กลุ่มที่ 1 จัดขึ้นในช่วงเช้า เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมโรงเรียนชุมชนวัดนาเหนือ ตำบลนาเหนือ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ โดยมีนายชีรวัฒน์ ชนะกุล ปลัดอำเภออ่าวลึก เป็นประธานเปิดการประชุม

กลุ่มที่ 2 จัดขึ้นในช่วงบ่าย เวลา 13.30 – 16.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 อาคารศูนย์วิทยบริการ วิทยาลัยชุมชนพังงา ตำบลบ่อแสน อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา โดยมีนายดำรง ฉิมทับ นายอำเภอทับปุด เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ในการประชุมทั้ง 2 กลุ่ม นายชนะ พวงคำ รองผู้อำนวยการแขวงทางหลวงพังงา (ฝ่ายวิศวกรรม) เป็นผู้กล่าวรายงานภาพรวมโครงการ พร้อมด้วยกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาประกอบด้วย บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท ดีเคด คอนซัลแตนท์ จำกัด, บริษัท อีไอ คอนซัลแตนท์ จำกัด และบริษัท กรีน พลาเน็ท คอนซัลแตนท์ จำกัด วัตถุประสงค์ของการประชุมในครั้งนี้ เพื่อชี้แจงถึงความเป็นมา เหตุผลและความจำเป็นในการดำเนินโครงการ รวมถึงพื้นที่ศึกษา ขอบเขต ขั้นตอนการดำเนินงาน และแนวทางในการศึกษา พร้อมทั้งนำเสนอทางเลือกเบื้องต้นของรูปแบบโครงการให้กลุ่มเป้าหมายได้รับทราบ และเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ

บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างมีส่วนร่วม โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน สื่อมวลชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมแสดงข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ซึ่งทางกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาได้รับไปพิจารณาเพิ่มเติมในการศึกษาโครงการต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชนและการพัฒนาระบบคมนาคมในพื้นที่อย่างยั่งยืน.

ภาพ/ข่าว -เทวี  พระเมือง ผู้สื่อข่าวจังหวัดพังงา 

จังหวัดพังงาเปิดงาน “สไบ กะบาย่า ปาเต๊ะ” Andaman Retro 2025 เชิดชูวัฒนธรรมไทย–จีน–มลายู

วันที่ 18 กรกฎาคม 2568นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “สไบ กะบาย่า ปาเต๊ะ” Andaman Retro 2025 ณ ถนนสายวัฒนธรรม เมืองเก่าตะกั่วป่า อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 20 กรกฎาคม 2568 โดยความร่วมมือของจังหวัดพังงา สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพังงา และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน

นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงากล่าวในพิธีเปิดว่า“เมืองเก่าตะกั่วป่าเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมหลากหลาย ทั้งไทย จีน และมลายู อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนยาวนาน งาน ‘สไบ กะบาย่าปาเต๊ะ’ ไม่ใช่เพียงเทศกาลหรือกิจกรรมบันเทิงเท่านั้น แต่เป็นเวทีในการส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรม สร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าของเรา และเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน”

บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน ภายในงานมีการจัดกิจกรรมตลอด 3 วันเต็ม อาทิ การแสดงวัฒนธรรมย้อนยุค การแสดงผสมผสานเล่าเรื่องเมืองเก่า นิทรรศการภาพถ่ายเก่าหายาก ร้านอาหารพื้นถิ่น สินค้าแฮนด์เมด ผลิตภัณฑ์ OTOP การละเล่นพื้นบ้าน และการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดังในทุกค่ำคืน งานนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเมืองเก่าตะกั่วป่าให้เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์พหุวัฒนธรรมไว้ได้อย่างลงตัว ทั้งด้านสถาปัตยกรรม ประเพณี ภาษา และอาหารโดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมรายได้ให้กับชุมชนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต.

ภาพ/ข่าว-เทวี  พระเมือง ผู้สื่อข่าวจังหวัดพังงา 



ข่าวแนะนำ

เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ นั่งหัวโต๊ะคัดชุมชนคุณธรรมพลังบวร โฆษา/ผาซ่อนแก้ว/ศรีฐาน 3 ชุมชนคุณธรรมพลังบวรเด่นชิงระดับประเทศ

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องประชุมสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ อาคาร 2 พระราชพัชรธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวั...

ข่าวเด่น