วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์ จัดกีฬารัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สมานฉันท์ สามัคคี ต้านยาเสพติด ประจำปี 2568

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นเจ้าภาพจัดงาน กีฬารัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สมานฉันท์ สามัคคี ต้านยาเสพติด ณ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตเพชรบูรณ์ โดยมี นายศรัญยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายชนก มากพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายดิเรก ถึงฝั่ง อดีตสมาชิกวุฒิสภา พ.อ.สาธิต ไวยยานนท์ รองผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 1 นายประทิน นาคสำราญ นายก อบต.สะเดียง และแขกผู้มีเกียรติ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นักกีฬา พนักงาน และลูกจ้างเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง

ว่าที่ ร.ต.เสกสรร ปานถม ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาเพชรบูรณ์ ในฐานะประธานชมรมรัฐวิสาหกิจจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้บริหาร นักกีฬา และเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน พร้อมสนับสนุนด้านกีฬา ส่งเสริมความสามัคคี และต้านยาเสพติดอย่างแท้จริง

หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เข้าร่วมจำนวน 14 หน่วยงาน ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, การประปาส่วนภูมิภาค, ไปรษณีย์จังหวัดเพชรบูรณ์, ธ.ก.ส., สำนักงานยาสูบ, บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน), ธนาคารออมสินเขตเพชรบูรณ์, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาเพชรบูรณ์, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME Bank), บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน), สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดเพชรบูรณ์, สำนักงานเคหะจังหวัดเพชรบูรณ์, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเพชรบูรณ์ และสำนักงานขนส่งจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยแบ่งการแข่งขันเป็น สองสี ได้แก่ สีเหลือง–เขียว และสีชมพู–ฟ้า

วัตถุประสงค์ของการจัดงาน ได้แก่

  • ส่งเสริมสุขภาพพลานามัยและต้านภัยยาเสพติด

  • พัฒนาความสามารถและทักษะด้านกีฬา

  • ปลูกฝังน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย

  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ

คำขวัญประจำงาน คือ “เหนือรู้แพ้ รู้ชนะ คือ รู้จักกัน”

ประเภทกีฬาที่แข่งขัน ประกอบด้วย ฟุตบอลชาย 11 คน, แชร์บอลหญิง 7 คน และกีฬามหาสนุก 3 ประเภท โดยบรรยากาศการแข่งขันเป็นไปอย่างสนุกสนาน เต็มไปด้วยความสามัคคี หลังเสร็จสิ้นการแข่งขันมีการจัดเลี้ยงรับรอง พร้อมมอบถ้วยรางวัลแก่ทีมชนะเลิศในแต่ละประเภท

งานครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมส่งเสริมการกีฬาและการต่อต้านยาเสพติดในสังคมอย่างต่อเนื่อง.


พังงาจัดแสดงผลงานความสำเร็จการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ผ้าไทยพื้นถิ่นและผ้าอัตลักษณ์ ยกระดับสู่แฟชั่นร่วมสมัย

ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงานำทีมเดินแฟชั่นโชว์ “นกเงือกโผบิน” ถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านผืนผ้า สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ภูมิปัญญาไทย

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 จังหวัดพังงา โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดพังงา จัดงาน “การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ผ้าไทยพื้นถิ่นและผ้าอัตลักษณ์ จังหวัดพังงา (Phang Nga OTOP Identity Fabric Design and Development Exhibition)” ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นถิ่นและผ้าอัตลักษณ์ ณ โรงแรมเลอ เอราวัณ อำเภอเมืองพังงา

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธาน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน สื่อมวลชน ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้า และผู้สนใจเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ภายในงานมีการนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการผ่านวีดิทัศน์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม “ชุดสีสันแห่งอาภรณ์” และพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ

ไฮไลท์สำคัญของงาน คือแฟชั่นโชว์ผ้าไทยพื้นถิ่นและผ้าอัตลักษณ์จังหวัดพังงา โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นำทีมเดินแบบมาในชุดบาติก “เสียงแห่งพังงา” โดดเด่นด้วยลวดลาย นกเงือกโผบิน ผสานกับทิวเขา โขลงช้าง คลื่นทะเล และเต่ามะเฟือง สื่อถึงพลัง ความรัก และความผูกพันระหว่างผู้คนกับธรรมชาติ อันเป็นอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของจังหวัดพังงา

ร่วมด้วย นายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เดินแบบในชุด “บทกวีแห่งพังงา” ถ่ายทอดความงดงามของทิวเขาและโขลงช้างเสมือนบทกวีบอกเล่าวิถีชีวิตของผู้คน ส่วน นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา สวมชุดบาติก “พังงาเกลียวคลื่นแห่งอันดามัน” ลวดลายเกลียวคลื่นและเต่ามะเฟือง แทนความอุดมสมบูรณ์และความยั่งยืนของทะเลอันดามัน

ในโอกาสนี้นางสาวพัทธนันท์ สมใจ ประธานคณะกรรมการพัฒนาบทบาทสตรี ประธานกรรมการบริษัทประชารัฐรักสามัคคีพังงา (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด  ได้ร่วมเดินแบบแฟชั่นโชว์ในชุดผ้าไทยที่ออกแบบอย่างประณีต โทนสีม่วงพาสเทล ลวดลาย “ดอกจำปูน” ดอกไม้ประจำจังหวัดพังงา อันอ่อนช้อย สื่อถึงความงดงามและอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ประกอบด้วยเครื่องประดับสร้อยคอมุกจาก เกาะปันหยี ที่สะท้อนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมพื้นบ้านได้อย่างสง่างาม

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแฟชั่นโชว์จากกลุ่มนักเรียนโรงเรียนดีบุกวิทยายน ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้า และหัวหน้าส่วนราชการ รวมกว่า 30 ผลิตภัณฑ์ พร้อมการจัดแสดงนิทรรศการผ้าไทยจำนวน 18 บูธ และพิธีมอบวัสดุบรรจุภัณฑ์แก่ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้า 18 กลุ่ม/ราย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและต่อยอดเชิงพาณิชย์

นายประพันธ์ วรรณบวร พัฒนาการจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทยพื้นถิ่น พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าอัตลักษณ์จังหวัดพังงา ให้พัฒนาเป็นสินค้าเชิงสร้างสรรค์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้แก่ชุมชน

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยสีสันและความงดงามของผ้าไทย คึกคักด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน คาดว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่หันมาสนใจการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นถิ่นของจังหวัดพังงาอย่างต่อเนื่อง

ภาพ/ข่าว เทวี  พระเมือง  ผู้สื่อข่าวจังหวัดพังงา 

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568

เพชรบูรณ์ประชุมอนุกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ ขับเคลื่อนนโยบาย 13 ด้าน สร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิต

รองผู้ว่าฯ วิศิษฐ์ นั่งหัวโต๊ะพิจารณาโครงสร้างใหม่และ (ร่าง) แผนปฏิบัติการ พ.ศ. 2566–2570 เตรียมผลักดัน Soft Power จังหวัดสู่การปฏิบัติจริง

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่ ห้องประชุมสีทอง ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ นายวิศิษฐ์ เบญจพิทักษ์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์จังหวัดเพชรบูรณ์ ครั้งที่ 2/2568

การประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาปรับโครงสร้างคณะอนุกรรมการฯ ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนพิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power จังหวัดเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2566–2570 โดยเน้นการขับเคลื่อนใน 13 ด้าน ได้แก่ การออกแบบ กีฬา การท่องเที่ยว เกมส์ ดนตรี เฟสติวัล แฟชั่น อาหาร ศิลปะ ศิลปะการแสดง ภาพยนตร์ละคร ซีรีส์ แอนิเมชัน และเวลเนส

ที่ประชุมได้หารือการปรับแก้แผนปฏิบัติการบางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งคาดว่าจะเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมศักยภาพจังหวัดเพชรบูรณ์ในเวทีระดับประเทศและนานาชาติ


วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568

เพชรบูรณ์ สนธิกำลังทลายขบวนการยาบ้า 1.2 ล้านเม็ดซุกถนนเปลี่ยวข้างสนามบินเพชรบูรณ์

ผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ – ตำรวจภูธร แถลงจับกุมรายใหญ่ แก๊งลำเลียงข้ามชายแดน ไทย-ลาว ใช้เส้นทางเลย-หล่มสัก ปล่อยยาตามจุดนัดหมายกลางดึก

เพชรบูรณ์ – วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่สถานีตำรวจภูธรหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยพล.ต.ต.สารนัย คงเมือง ผบก.ภ.จว.เพชรบูรณ์ แถลงข่าวสุดระทึกตำรวจภูธรหล่มสักสนธิกำลังฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดยุทธการกวาดล้างยาเสพติดครั้งใหญ่ภายใต้นโยบายรัฐบาล“เร่งปราบปราม No Drugs No Dealers – Seal Stop Safe”

ผลการปฏิบัติสามารถตรวจยึดยาบ้าของกลางมหาศาลกว่า 1.2 ล้านเม็ด บรรจุกระสอบ 600 ลูก ซุกทิ้งไว้บนถนนดงขวาง–ลานบ่า ข้างสนามบินเพชรบูรณ์ ในพื้นที่หมู่ 9 ต.ลานบ่า อ.หล่มสัก แหล่งข่าวเผย ยาเสพติดล็อตนี้ถูกลำเลียงมาจากชายแดนไทย–ลาว ผ่านเส้นทางจังหวัดเลย เข้าสู่พื้นที่เพชรบูรณ์ โดยมี “กลุ่มนักบิน” คนในพื้นที่ทำหน้าที่ขนส่งกระจายต่อ

พฤติกรรมสุดแยบยล ใช้วิธีวางของกลางตามจุดนัดหมายถนนเปลี่ยว รอให้เครือข่ายผู้ซื้อเข้ามารับช่วงต่อ
ทุกอย่างเกิดขึ้นในยามค่ำคืนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจค้น แต่ไม่รอดสายตากฎหมาย ตำรวจ สภ.หล่มสักจับมือฝ่ายปกครองเฝ้าระวังและตรวจสอบ จนพบรถต้องสงสัยขับวนเวียนใกล้สนามบินเพชรบูรณ์ เมื่อเข้าตรวจสอบก็พบกระสอบยาบ้าซุกซ่อนจำนวนมหึมา นับรวมแล้วกว่า 1.2 ล้านเม็ด สร้างความตื่นตะลึงทั้งจังหวัดถือเป็นการจับกุมรายใหญ่ที่สุดในรอบปีของเพชรบูรณ์


พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดูรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 สั่งการตรงให้ทุกหน่วยเร่งรัดกวาดล้างตามนโยบายรัฐบาล 
พร้อมประสานขยายผลกับตำรวจภาค 4 และ ปส.เบื้องต้นเชื่อมโยงกับขบวนการข้ามชาติ ที่มีฐานปฏิบัติการลึกเข้าไปในฝั่งลาวและใช้พื้นที่เพชรบูรณ์เป็นทางผ่านสู่ภาคกลางตอนใน

ด้านนายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ประกาศเดินหน้าปราบปรามต่อเนื่อง ไม่ให้เพชรบูรณ์เป็นแหล่งพักยา ย้ำต้องปลอดยาเสพติดให้ได้ตามยุทธศาสตร์ “Thailand Zero Drugs” ขณะที่ตำรวจภูธรเพชรบูรณ์เผย จะเร่งสอบสวนหาตัวการใหญ่ไล่ล่าผู้ลำเลียงและผู้ค้าทุกราย เพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่มีละเว้น ขณะเดียวกัน จะดูแลผู้เสพด้วยการบำบัด ฟื้นฟู ไม่ปล่อยให้ตกเป็นเหยื่อของเครือข่ายค้ายาอีกต่อไปสร้างชุมชนเข้มแข็งปลอดภัยจากยาเสพติดการจับกุมครั้งนี้ตอกย้ำการบูรณาการ “TEAM PHETCHABUN”ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง กระทรวงสาธารณสุข และชาวบ้าน ผนึกกำลังร่วมสกัดกั้นภัยร้ายสังคม

ประชาชนในพื้นที่ต่างโล่งใจหลังทราบข่าว ต่างยกย่องการทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ ที่สามารถตัดตอนเครือข่ายค้ายารายใหญ่ได้สำเร็จ เจ้าหน้าที่มั่นใจว่ายังมีเครือข่ายอีกหลายกลุ่ม กำลังซุ่มลักลอบลำเลียงเข้ามาแต่ครั้งนี้ถือเป็นหมัดเด็ดที่ทำให้กลุ่มค้ายาสะเทือน ตำรวจยืนยันปฏิบัติการจะไม่หยุดแค่ครั้งนี้ทุกเบาะแสจะถูกติดตามจนถึงต้นตอ เพื่อนำเครือข่ายค้ายาทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ภาพ-นที บุญรอด


วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568

เพชรบูรณ์เปิดงาน “สดฟิน กินกุ้ง @เพ็ดซะบูน พาณิชย์กนุนช่วยเกษตรกร แก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 17.00 น. ที่หอโบราณคดีเพชรบูรณ์อินทราชัย อ.เมืองเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “สดฟิน กินกุ้ง @เพ็ดซะบูน” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–27 สิงหาคม เพื่อส่งเสริมการบริโภคกุ้งภายในประเทศ และช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ

งานนี้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สนับสนุนงบประมาณแก่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ เชื่อมโยงผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสุพรรณบุรี นำกุ้งขาวแวนนาไมคุณภาพดีมาจำหน่ายกว่า 7,000 กิโลกรัม พร้อมทั้งมีสินค้าเกษตรจากหลายจังหวัด อาทิ เงาะน่าน ทุเรียนป่าละอู และแก้วมังกรจากเลย มาจำหน่ายในราคายุติธรรม โดยมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเครื่องชั่งอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค

นอกจากการเลือกซื้อกุ้งสดใหม่และสินค้าเกษตรคุณภาพแล้ว ยังมีกิจกรรมพิเศษ อาทิ การแจกคูปองเงินสด การแสดงดนตรี และกิจกรรมบันเทิงหลากหลาย ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง และสร้างความมีชีวิตชีวาให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเพชรบูรณ์อย่างเป็นรูปธรรม

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568

สมาคมแม่บ้าน อบจ.พังงาสร้างเสริมสุข ประชุมเลือกคณะกรรมการใหม่ เตรียมจัดประชุมใหญ่ 18 พ.ย.

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่ห้องประชุมโรงแรมอานานาแกรนด์ รีสอร์ท ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา สมาคมแม่บ้านองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงาสร้างเสริมสุข จัดประชุมเพื่อพิจารณาเลือกคณะกรรมการชุดใหม่ ครอบคลุมทั้ง 8 อำเภอ โดยมีนางสาวพัทธนันท์ สมใจ (นายกปลา) นายกสมาคมฯ เป็นประธาน

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องจากวันที่ 9พฤศจิกายน 2568 จะครบวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการทุกระดับ จึงเปิดโอกาสให้คณะกรรมการบริหาร 11 คน ประธานอำเภอ 8 คน ประธานตำบล 1 คน และผู้ช่วยประธานตำบล 1 คน ได้ร่วมแสดงความคิดเห็น เสนอแนวทางพัฒนาศักยภาพ และเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความสมัครสมานสามัคคี และความเป็นเอกภาพขององค์กร โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ประธานตำบลจัดตั้งคณะทำงานฝ่ายต่าง ๆ ต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านมารยาทและการสร้างภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำ รวมถึงการพิจารณาจัดทำเครื่องแบบ (ยูนิฟอร์ม) เพื่อความสง่างาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และลดความเหลื่อมล้ำด้านสถานะ หลังเสร็จสิ้นการประชุม ผู้เข้าร่วมยังได้ร่วมรับประทานอาหารเย็นและทำกิจกรรมสร้างความรักความสามัคคีร่วมกัน

ทั้งนี้ สมาคมแม่บ้าน อบจ.พังงาสร้างเสริมสุข กำหนดจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 น. ณ โรงแรมอานานาแกรนด์ รีสอร์ท ซึ่งตรงกับวาระครบรอบการก่อตั้งสมาคม ภายในงานจะมีการจำหน่ายเสื้อยูนิฟอร์มสีเขียวอ่อน ราคาตัวละ 250 บาท สมาชิกจ่ายเพียง 150 บาท เปิดให้สั่งจองถึงวันที่ 5 กันยายน 2568 และยังได้เชิญนักร้องศิลปิน อาภาพร นครสวรรค์ มาร่วมแสดงสร้างสีสันและความบันเทิงแก่สมาชิกและแขกผู้มีเกียรติด้วย

ภาพ/ข่าว เทวี  พระเมือง  ผู้สื่อข่าวจังหวัดพังงา 

วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568

เปิดฉาก ‘HIA Forum 2025’ชูบทบาท ‘ท้องถิ่น’ สร้างสุขภาวะด้วยกลไกประเมินผลกระทบสุขภาพ

เวที “HIA Forum 2025” เปิดฉากวันแรกคึกคัก “ม.ธรรมศาสตร์” เป็นเจ้าภาพหลัก ชูประเด็นเน้นบทบาท “ท้องถิ่น” พัฒนาพื้นที่บนการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม-สุขภาวะดี ด้าน สช. พร้อมหน่วยงานภาคี ระดมพลังกว่า 800 ชีวิตร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เปิดประสบการณ์-มุมมองต่อกระบวนการเครื่องมือ “ประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ” ภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) พร้อมด้วย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ร่วมจัดการประชุมวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ พ.ศ. 2568 (HIA FORUM 2025) “HIA กับการพัฒนาท้องถิ่นเพื่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 14-15 ส.ค. 2568 ณ อาคารอุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อเป็นพื้นที่สำคัญของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองใหม่ๆ ในการพัฒนาแนวทางการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) ซึ่งเป็นเครื่องมือภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550

สำหรับเวที HIA FORUM 2025 ครั้งนี้นับเป็นการจัดขึ้นครั้งที่ 4 โดยมีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มธ. เป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลัก ซึ่งกิจกรรมตลอดทั้งสองวันประกอบด้วยเวทีเสวนา และการบรรยายในหลากหลายหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับกลไก HIA การแสดงบูธนิทรรศการและนำเสนอผลงานวิชาการ จากองค์กรภาคีภาคส่วนต่างๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งภาควิชาการจากเครือข่ายสถาบันวิชาการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA Consortium) ทั้ง 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมในสถานที่ (on-site) อย่างคึกคักมากกว่า 800 คน รวมทั้งผู้ที่เข้าร่วมผ่านระบบทางไกล (online) อีกจำนวนมาก

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า โลกในยุคปัจจุบันเผชิญกับความท้าทายจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ไปจนถึงประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลให้เกิดภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต ซึ่งส่วนตัวมีมุมมองว่าการจะรับมือและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ ไปได้นั้น นอกจากที่จะต้องอาศัย ‘ความรู้’ แล้วอีกส่วนหนึ่งยังต้องใช้ ‘ความรัก’ ซึ่งหมายถึงความร่วมมือร่วมใจ การมีความช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อกัน เพื่อที่จะก้าวผ่านปัญหาไปได้ดังเช่นตัวอย่างจากสถานการณ์โควิด-19

นพ.สุเทพ กล่าวว่า สำหรับกระบวนการ HIA เองถือเป็นเครื่องมือที่มีความคล้ายคลึงกันในการผสานทั้งสองส่วน คือนอกจากที่จะใช้องค์ความรู้ โดยมีกฎหมายรองรับคือมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความรักความสามัคคี พร้อมที่จะนำเครื่องมือ HIA ไปใช้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในชุมชนและพื้นที่ได้ ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้เป็นเครื่องมือในการสร้างสุขภาวะที่ดี หรือสุขภาพในความหมายที่กว้างขึ้นครอบคลุมทั้งมิติของกาย จิตใจ สังคม และปัญญา

นพ.สุเทพ กล่าวอีกว่า ในส่วนของงาน HIA Forum ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องโดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมหาวิทยาลัยเจ้าภาพ มีจุดประสงค์เพื่อสร้างบรรยากาศในการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและองค์ความรู้ รวมถึงทำให้เกิดการร่วมมือเป็นภาคีเครือข่าย สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนกลไก HIA ไปสู่การมีสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะที่ยั่งยืน โดยปีนี้ได้มีการมุ่งเน้นไปที่บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการร่วมขับเคลื่อนสู่เป้าหมายให้เกิดเมืองที่มีสุขภาวะดี


รศ. นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เวที HIA FORUM ถือเป็นโอกาสสำคัญของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ปฏิบัติงาน และหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ที่จะนำไปสู่การพัฒนากลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพที่เข้มแข็ง สามารถประยุกต์ใช้ในระดับพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ซึ่งแนวคิดของการจัดเวที HIA FORUM 2025 ครั้งนี้ มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ มธ. ที่มุ่งสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต” โดยการส่งเสริมการใช้ข้อมูลทางสุขภาพเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ยกระดับบริการสุขภาวะด้วยนวัตกรรม และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาคมมหาวิทยาลัยและสังคมโดยรอบ

รศ.นพ.พฤหัส กล่าวว่า นับเป็นบทบาทหน้าที่โดยตรงของมหาวิทยาลัย ในการสนับสนุนเรื่องขององค์ความรู้ บริการวิชาการ เมื่อมาผนวกกับ อปท. ที่มีบทบาทรับผิดชอบในการดูแลพื้นที่ต่างๆ โดยตรง จะเป็นประโยชน์ต่อการนำเอาองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย กลับไปตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่น ตลอดจนการร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่นโยบายระดับชาติต่อไปได้

 ขณะที่ นพ.ธิติ แสวงธรรม รองอธิบดีกรมอนามัย สธ. กล่าวว่า กรมอนามัย ตระหนักถึงความสำคัญของ HIA ซึ่งนับเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างรอบด้านเพื่อทราบถึงผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระดับโครงการ ระดับนโยบาย รวมถึงในระดับท้องถิ่นที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด โดยกรมอนามัยได้ส่งเสริมให้มี HIA ในระดับท้องถิ่น ผ่านกระบวนการพัฒนาคุณภาพระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อม (EHA) นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการประเด็นสุขภาพเข้าไปในการดำเนินงานของ อปท. ผ่านแนวคิด‘เมืองสุขภาพดี’ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเมืองโดยคำนึงถึงสุขภาพของประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นพ.ธิติ กล่าวว่า ในปัจจุบันมี อปท. ขับเคลื่อนสู่เมืองสุขภาพดีจำนวนทั้งสิ้น 422 แห่ง ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เข้าถึงบริการด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพ และอยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี โดยกรมฯ มีเป้าหมายให้เกิดเมืองสุขภาพดีอย่างน้อย 1,000 แห่ง ภายในปี 2570 ซึ่งภายในเวที HIA Forum ครั้งนี้ยังได้จัดให้มีพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ อปท. และส่งเสริมการดำเนินงานดังกล่าวด้วย


ด้าน ผศ. ดร.สร้อยสุดา เกสรทอง คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มธ. กล่าวว่า ทาง สช. ได้เล็งเห็นความสำคัญถึงบทบาทของนักวิชาการและสถาบันการศึกษา จึงได้จัดให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ด้าน HIA ร่วมกับภาคีเครือข่ายทางวิชาการมาตั้งแต่ปี 2551 ก่อนที่จะมีการจัดเวทีประชุม HIA Forum ขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2565 โดยมีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นเจ้าภาพ ครั้งที่สอง ปี 2566 มีสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นเจ้าภาพ ครั้งที่สาม ปี 2567 มีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพ และครั้งที่สี่ ในปีนี้ ซึ่งทางคณะฯ ของ มธ. เป็นเจ้าภาพ

“HIA เป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำให้ชุมชนและทุกภาคส่วน คำนึงถึงเรื่องของสุขภาพในการพัฒนาโครงการหรือแผนงานต่างๆ ปรับเปลี่ยนวิธีคิดนอกจากมิติของเศรษฐกิจ สังคม ไปสู่ในเชิงของสุขภาพ สภาพแวดล้อม การสร้างความยั่งยืนให้กับพื้นที่มากขึ้น ซึ่ง มธ. เองที่มีพันธกิจในการรับใช้สังคม และมุ่งเน้นในเรื่องของความยั่งยืน ทางคณะฯ จึงมีการขับเคลื่อนทั้งในเชิงวิชาการ โดยหลักสูตรของคณะฯ ไม่ว่าปริญญาตรี โท เอก เราให้นักศึกษาได้เรียนรู้เกี่ยวกับ HIA เพื่อมีแนวคิดในการมองบริบทด้านสุขภาพแบบองค์รวม นอกจากนี้ยังมีในเชิงของวิจัย โดยดำเนินการร่วมกับ อปท. ชุมชน เพื่อสร้างองค์ความรู้และขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น เหมือง ขยะชุมชน โรงไฟฟ้า ภัยพิบัติ ฯลฯ

 

 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: กลุ่มงานสื่อสารสังคม สช. โทร. 02-8329141


เพชรบูรณ์เปิดเวที “เกษตรอินทรีย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” หนุนเครือข่ายสุขภาวะภาคเหนือตอนล่าง



วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่อาคารศูนย์การเรียนรู้ วัดศรีสองคร บ้านวังร่อง ต.ห้วยไร่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ มูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตร โดยการสนับสนุนจากสำนักงานภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวที “เกษตรอินทรีย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” ภายใต้โครงการพัฒนาระบบและกลไกสานพลังภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนสุขภาวะภาคเหนือตอนล่าง (โชว์ แชร์ เชื่อม + ช่วย)

นายภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก ประธานในพิธีเปิดงาน กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของโครงการ พร้อมย้ำว่า“เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เพียงการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์โดยไม่ใช้สารเคมี แต่คือวิถีชีวิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เคารพธรรมชาติ และคำนึงถึงสุขภาพของผู้คนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภค” พร้อมชี้ว่า เกษตรอินทรีย์ช่วยอนุรักษ์ดิน น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อส่งต่อทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ให้ลูกหลาน

นายอำเภอหล่มสักยังได้ยกตัวอย่างแนวคิด “ศาสตร์พระราชา–บันได 9 ขั้น” ที่ชุมชนบ้านวังร่องสามารถพัฒนาได้จนถึงขั้นสุดท้าย คือการสร้างเครือข่ายและขยายความรู้สู่ชุมชนอื่นทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ซึ่งถือเป็นแบบอย่างของการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน

ภายในงาน มีผู้เข้าร่วมกว่า 110 คนจากเครือข่าย 8 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ร่วมกิจกรรม 4 ส่วน ได้แก่ โชว์  บูธภาคีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านวังร่อง และแปลงเกษตรอินทรีย์ของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน, แชร์ เวทีเสวนา “ทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า”, เชื่อม สานพลังภาคีเกษตรอินทรีย์จังหวัดเพชรบูรณ์ และ ช่วย ถ่ายทอดความรู้จากเกษตรเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เกิดพื้นที่รูปธรรมและขับเคลื่อนสุขภาวะอย่างต่อเนื่อง การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามพื้นที่และข้ามประเด็นอย่างยั่งยืน ซึ่งคาดว่าจะช่วยยกระดับการพัฒนาศักยภาพด้านเกษตรอินทรีย์และสุขภาวะของประชาชนใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนล่างต่อไป

วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568

“เพชรบูรณ์เปิด ‘อินทผลัม-บอลลูน เฟสติวัล’ ครั้งที่ 6 คึกคัก ชิมฟรี-สีสันท่องเที่ยวหน้าฝน”

จังหวัดเพชรบูรณ์ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพิษณุโลก จัดงาน “อินทผลัม แอนด์ บอลลูน เฟสติวัล” ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 9–12 สิงหาคม 2568 ณ สนามหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบูรณ์ (ข้างพุทธอุทยานเพชบุระ หรือองค์พระใหญ่) อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีนายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานเปิดงาน และนายอัครเดช ทองใจสด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวรายงาน

การจัดงานมีเป้าหมายเพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและผลผลิตอินทผลัมคุณภาพของจังหวัด พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ อาทิ กลุ่มอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจังหวัดเพชรบูรณ์ กลุ่มยังสมาร์ทฟาร์เมอร์เพชรบูรณ์ สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเขาค้อ และสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์

ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งบูทส่งเสริมการท่องเที่ยว การจำหน่ายอินทผลัมและสินค้า OTOP โปรโมชั่น “9 นาทีทองอินทผลัม” ซื้อ 1 แถม 1 การแสดงบอลลูนแฟนซีและบอลลูนหมูเด้ง กิจกรรมสำหรับครอบครัว การแสดงดนตรีโฟล์กซอง พร้อมชิมอินทผลัมฟรีตลอดงาน

อินทผลัมเพชรบูรณ์นอกจากจะมีรสหวานหอมและคุณค่าทางโภชนาการสูง ยังอุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ไฟเบอร์ และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมพลังงานและบำรุงสุขภาพ ทั้งยังสามารถแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้หลากหลาย เช่น อินทผลัมอบแห้ง น้ำอินทผลัม แยมอินทผลัม อินทผลัมสอดไส้ ผงอินทผลัม หรือใช้เป็นวัตถุดิบในเบเกอรี่ ซึ่งช่วยขยายตลาดและสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

งาน “อินทผลัม แอนด์ บอลลูน เฟสติวัล” จึงไม่เพียงเป็นเวทีสร้างสีสันการท่องเที่ยวช่วงฤดูฝน แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญในการผลักดันผลผลิตและนวัตกรรมจากอินทผลัมเพชรบูรณ์สู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ.

“อร่อยเด็ดเพชรบูรณ์ EP.1” ต่อยอดโครงการ “พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์”

จากการที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ นำโดย นายอัครเดช ทองใจสด นายก อบจ.เพชรบูรณ์ ร่วมกับสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ โดย นางสาววรรณิภา เด่นโรจน์มณี นายกสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้จัดโครงการ “พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์” มุ่งยกระดับความรู้ด้านการตลาดยุคใหม่แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ผ่านหลักสูตรเชิงปฏิบัติการ “Innovative Tourism Marketing AI Bootcamp: The Insights-Driven” เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ผู้เข้าร่วมโครงการได้ผ่านการศึกษาดูงานที่จังหวัดนครราชสีมา ก่อนนำความรู้มาประยุกต์ใช้จริง โดยมีการประชุมสรุปความร่วมมือของผู้ประกอบการร้านอาหารในพื้นที่ รวม 8 ร้าน ได้แก่ เตี๋ยวตั้งโต๊ะ เฮงเฮาส์ กวงข้าวต้ม ธิดาปลาร้าหอม ชาลีเฮาส์ แทบัก Soul Bar และFarmilly

ผลจากการหารือได้จัดทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมกัน ภายใต้ชื่อโปรเจกต์ “อร่อยเด็ดเพชรบูรณ์ EP.1” โดยสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ให้การสนับสนุน พร้อมแจกการ์ดส่วนลดจำนวน 1,000 ใบ โดยเงื่อนไขส่วนลดขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละร้าน

นอกจากนี้ ได้จัดกิจกรรมพิเศษสำหรับลูกค้าที่สะสมการไปใช้บริการครบทั้ง 8 ร้าน คือ

  1. แลกรับเครื่องดื่มฟรี 1 แก้ว ที่ร้าน White Cafe (สาขาศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์)

  2. สำหรับผู้สะสมครบ 25 ท่านแรก จะได้รับ Gift Voucher มูลค่า 200 บาท ใช้ได้ที่ร้านใดก็ได้ในโครงการ

โครงการนี้ถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มุ่งสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการด้านอาหารและการท่องเที่ยว พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างภาพลักษณ์จังหวัดเพชรบูรณ์ให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารอย่างยั่งยืน

ข่าวแนะนำ

เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ นั่งหัวโต๊ะคัดชุมชนคุณธรรมพลังบวร โฆษา/ผาซ่อนแก้ว/ศรีฐาน 3 ชุมชนคุณธรรมพลังบวรเด่นชิงระดับประเทศ

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องประชุมสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ อาคาร 2 พระราชพัชรธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวั...

ข่าวเด่น