เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุมโครงการชลประทานเพชรบูรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ กรมชลประทาน โดยสำนักบริหารโครงการ จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร ภายใต้หัวข้อ “การพัฒนาแหล่งน้ำจังหวัดเพชรบูรณ์ เสริมศักยภาพเกษตรกรรมและการบริหารจัดการน้ำในอนาคต” โดยมี นายขจร ใบพลูทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมสำรวจ กรมชลประทาน เป็นประธานในพิธี เพื่อเผยแพร่ข้อมูลโครงการและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สื่อมวลชน ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในกิจกรรมมีการบรรยายสรุปภาพรวมสถานการณ์น้ำในพื้นที่เหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งยังคงประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
กรมชลประทานอยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาความเหมาะสมโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยยาง อำเภอวิเชียรบุรี และอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำย่า อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมการศึกษาทั้งด้านวิศวกรรม แหล่งน้ำ สิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อให้การพัฒนาโครงการเป็นไปอย่างเหมาะสมและยั่งยืน
สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยยาง มีความจุประมาณ 3.43 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถสนับสนุนพื้นที่การเกษตรประมาณ 4,073 ไร่ และการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ ใช้งบประมาณก่อสร้างเบื้องต้นประมาณ 400 ล้านบาท ขณะที่โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำย่า มีความจุประมาณ 46.56 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับพื้นที่ชลประทานขนาดใหญ่กว่า 33,000 ไร่ ใช้งบประมาณประมาณ 2,000 ล้านบาท ทั้งสองโครงการอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม เนื่องจากบางพื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวนและลุ่มน้ำชั้น 1B นอกจากนี้ ที่ปรึกษาโครงการได้เสนอกรอบงบประมาณและแนวทางการพัฒนา พร้อมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยมีข้อเสนอแนะสำคัญ อาทิ การเข้าถึงแหล่งน้ำของประชาชน ความเป็นธรรมในการชดเชยผลกระทบในพื้นที่ก่อสร้าง ตลอดจนแนวทางการต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน เช่น การประมงน้ำจืด และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
ภายหลังการประชุม คณะสื่อมวลชนได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานอ่างเก็บน้ำห้วยป่าแดง ซึ่งเป็นโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและอยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มความจุเก็บกักน้ำ เพื่อให้เห็นภาพการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จริงนายขจร ใบพลูทอง กล่าวว่า กรมชลประทานมุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับภาคการเกษตรและประชาชน ควบคู่กับการคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ ทั้งนี้ กรมชลประทานให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน โดยผลการศึกษาความเหมาะสมและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะนำไปใช้ประกอบการพิจารณาแนวทางการพัฒนาโครงการในระยะต่อไป เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน.




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น